เซลล์ของสิ่งมีชีวิต (ชีววิทยา)

Posted: March 5, 2012 in Uncategorized

เซลล์ของสิ่งมีชีวิต

 

เซลล์ของสิ่งมีชีวิต
ขนาดและรูปร่างของเซลล์
เซลล์แต่ละชนิดมีลักษณะแตกต่างกันมาก มีตั้งแต่ขนาดเล็ก ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า เช่น เซลล์ของแบคทีเรีย เซลล์เม็ดเลือด ส่วนไข่ของพวกสัตว์ปีก สัตว์เลื้อยคลานมีขนาดใหญ่ สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า
รูปร่างเซลล์ของสิ่งมีชีวิตมีความแตกต่างกันอย่างมากมาย ตามชนิด หน้าที่ และตำแหน่งในร่างกาย
ชนิดของเซลล์
เซลล์มีขนาดและรูปร่างแตกต่างกัน เราสามารถจำแนกเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ตามลักษณะของนิวเคลียสได้ 2 ชนิด
คือ เซลล์โปรคารีโอต (prokaryotic cell) และเซลล์ยูคารีโอต (eukaryotic cell)
เซลล์โปรคารีโอต (prokaryotic cell)
เซลล์โปรคารีโอต เป็นเซลล์ที่ไม่มีเยื้อหุ้มนิวเคลียส (nuclear membrane) ทำให้สารพันธุกรรมที่อยู่ในนิวเคลียสกระจายอยู่ทั่วไปในเซลล์ สิ่งมีชีวิตในกลุ่มนี้มีลักษณะเป็นเซลล์เดี่ยว หรืออยู่เป็นกลุ่มที่รู้จักกันทั่วไปได้แก่สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในอาณาจักรโมเนอรา เช่น แบคทีเรีย และสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน
เซลล์ยูคารีโอต (eukaryotic cell)
เซลล์ยูคารีโอต เป็นเซลล์ที่มีเยื้อหุ้มนิวเคลียส สารพันธุกรรมอยู่ภายในนิวเคลียส ทำให้สามารถมองเห็นนิวเคลียสได้อย่างชัดเจน สิ่งมีชีวิตในกลุ่มอาณาจักรพืช สัตว์ รา และโปรติส
องค์ประกอบภายในเซลล์

เยื่อหุ้มเซลล์ (cell membrane)
เยื่อหุ้มเซลล์ (cell membrane) มีความหนาประมาณ 75-100 อังสตรอม ประกอบด้วยโปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต สัดส่วนขององค์ประกอบทั้งสามจะมีโปรตีนมากกว่าไขมัน ยกเว้นเซลล์ประสาทจะมีไขมันมากกว่าถึงร้อยละ 70 เยื่อหุ้มเซลล์ประสาท เรียกว่า myelin ประกอบด้วยโปรตีนเพียง 18% และไขมันมากถึง 76% ส่วนเยื่อบุด้านในของไมโตคอนเดรียประกอบด้วยโปรตีนมากถึง 76% และมีไขมันเป็นส่วนประกอบเพียง 24% เท่านั้น ในขณะที่เยื่อหุ้มเซลล์ของเม็ดเลือดแดงมีโปรตีนและไขมันเป็นองค์ประกอบเท่าๆ กัน อย่างละ 50%
โครงสร้างของเยื่อหุ้มเซลล์มีลักษณะสลับกันเป็นสามชั้น โมเลกุลของไขมันวางทับกันเป็นสองชั้น โดยหันปลายด้านหางที่ประกอบด้วยกรดไขมันไม่มีประจุเข้าหากัน ส่วนด้านหัวที่มีประจุจะหันออกด้านตรงข้าม ไขมันที่ประกอบเป็นโมเลกุลสองชั้นนี้ ส่วนใหญ่เป็นไขมันพวกฟอสโฟลิปิด มีโคเลสเตอรอลเรียงตัวอยู่ยึดติดกับฟอสโฟลิปิด มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับสภาพการเป็นของเหลว และกลไกการคงสภาพของเซลล์ โดยป้องกันไม่ให้ฟอสโฟลิปิดเปลี่ยนสถานะจากของเหลวไปเป็นของแข็ง ส่วนโมเลกุลของโปรตีนซึ่งละลายได้ทั้งในน้ำและไขมัน แต่มีขนาดใหญ่กว่า จัดเรียงอยู่สองลักษณะ โปรตีนส่วนที่ไม่มีประจุจะวางสอดแทรกอยู่ระหว่างชั้นของไขมันที่ไม่มีประจุ ส่วนด้านที่มีประจุจะเป็นส่วนปลายที่ทะลุออกด้านในด้านหนึ่งของไขมัน ซึ่งพบว่ามีมากถึงร้อยละ 70 ของโปรตีนในเยื่อหุ้มเซลล์ โปรตีนภายในสามารถเคลื่อนไหวไปมาด้านข้างได้ ทำให้เกิดเป็นรูให้น้ำผ่าน และประกอบเป็นช่องให้ไอออนผ่าน ส่วนโปรตีนที่มีประจุและชอบน้ำจะวางตัวอยู่ด้านนอกของชั้นไขมัน ส่วนใหญ่มักจะอยู่ด้านซัยโตพลาสซึม

คาร์โบไฮเดรตมักพบที่ส่วนผิวของเยื่อหุ้มเซลล์ โดยอาจจะจับอยู่กับโปรตีนหรือไขมัน มีความสำคัญเกี่ยวกับหน่วยความจำของเซลล์ ทำหน้าที่เป็นตัวรับ (receptor) ที่มีความเฉพาะต่อสารเคมีบางชนิด เช่น ฮอร์โมน สารสื่อประสาท เป็นต้น

หน้าที่โดยทั่วไปของเยื่อหุ้มเซลล์ เยื่อหุ้มเซลล์เป็นตัวกั้นแบ่งเซลล์ต่างๆ ออกจากกัน เป็นตัวกั้นเซลล์ออกจากสิ่งแวดล้อมของเซลล์ ทำหน้าที่ควบคุมการเคลื่อนย้ายสารผ่านเข้าออกจากเซลล์ และรักษาสภาพแวดล้อมภายในเซลล์ให้อยู่ในสภาพปกติ นอกจากนี้เยื่อหุ้มเซลล์ยังมีความสามารถในการจำแนกพวกระหว่างเซลล์ ทำหน้าที่เป็นแอนติเจน ทำให้เซลล์สามารถจับกันได้ หรือเป็นตัวรับเพื่อให้เซลล์สามารถแสดงปฏิกิริยาตอบสนองทางภูมิคุ้มกัน หรืออาจทำหน้าที่สื่อสารส่งข่าวถึงกันได้

cell wall
ผนังเซลล์ เป็นเยื่อหนา หุ้มอยู่ชั้นนอก ของเยื่อหุ้มเซลลื ผนังเซลล์น ี้โปรโตปลาสซึมสร้างขึ้นมา เพื่อเพิ่มความแข็งแรง พบในแบคทีเรีย เห็ดรา สาหร่าย พืชชนิดต่างๆ
ในแบคทีเรีย ผนังเซลล์มีโพลีแซคคาไรด์เป็นแกน และมีโปรตีน กับไขมันยึดเกาะ ชั้นที่ให้ความแข็งแรง และอยู่ชั้นในสุด เรียกว่า ชั้นมิวรีน หรือเปปติโดไกลแคน (murein หรือ peptidoglycan)
เห็ดรา ผนังเซลล์เป็นพวกไคติน ( chitin) ซึ่งเป็นสารประกอบ ชนิดเดียวกันกับเปลือกกุ้ง บางครั้งอาจพบว่า มีเซลลูโลสปนอยู่ด้วย
สาหร่าย ผนังเซลล์ประกอบด้วยเพคติน ( pectin) เป็นส่วนใหญ่ และมีเซลลูโลสประกอบอยู่ด้วย

ในพืช ผนังเซลล์ ประกอบด้วย เซลลูโลส และสารประกอบเพคติก เช่น แคลเซียมเพคเตด เป็นต้น ผนังเซลล์พืชที่อยู่ติดๆ กัน ถึงแม้จะหนา และแข็งแรง แต่ก็มีช่องทางติดต่อกันได้ เป็นทางติดต่อของไซโตปลาสซึมทั้ง 2 เซลล์ ที่เรียกว่า พลาสโมเดสมาตา ( plasmodesmata)

โปรโตพลาสซึม เป็นส่วนภายในเยื่อหุ้มเซลล์ ประกอบด้วย นิวเคลียสและ ไซโตพลาสซึม
ไซโทพลาสซึม (cytoplasm)
เป็นส่วนของเหลวที่อยู่รอบนิวเคลียส ประกอบด้วยส่วนที่มีชีวิต ได้แก่ ออร์แกเนลล์ (organells) ต่างๆ และส่วนที่ไม่มีชีวิต ได้แก่ ไซโตพลาสมิค อินคลูชัน (eytoplasmic inclusion)
ออร์แกเนลล์ (organells)
องค์ประกอบที่ทำหน้าที่ต่างๆของเซลล์ เรียกว่า ออร์แกเนลล์ในสิ่งมีชีวิตเซลล์เดี่ยวมีออร์แกเนลล์ที่ทำหน้าที่ต่างๆ เพื่อให้เซลล์ดำรงชีวิตอยู่ได้โดยสมบรูณ์ แต่เซลล์ที่เป็นองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ ทำหน้าที่ต่างกัน เป็นเหตุให้เซลล์ที่เป็นองค์ประกอบของอวัยวะแต่ละส่วนมีออร์แกเนลล์ภายในเซลล์มากน้อยไม่เท่ากัน และมีไม่ครบทุกชนิด เรา สามารถแบ่งออร์แกเนลล์ภายในเซลล์ได้ 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มที่มีเยื้อหุ้ม และกลุ่มที่ไม่มีเยื้อหุ้ม
ออร์แกเนลล์ที่มีเยื้อหุ้ม มีทั้งที่มีเยื้อหุ้ม 2 ชั้นได้แก่ ร่างแห่เอนโดพลาสมิค เรติคิวลัม คลอโรพลาสต์ ไมโตคอนเดรีย และกอลจิบอดี และออร์แกเนลล์ที่มีเยื้อหุ้มชั้นเดียว ได้แก่ ไลโซโซม ส่วนออร์แกเนลล์ที่ไม่มีเยื้อหุ้ม ได้แก่ ไรโบโซม เซนตริโอล และไมโครทูบูล
เอนโดพลาสมิกเรติคูลัม
เอนโดพลาสมิก เรติคูลัม (endoplasmic reticulum:ER)
เอนโดพลาสมิก เรติคูลัมเป็นออร์แกเนลล์ที่มีเมมเบรนห่อหุ้มประกอบด้วยโครงสร้างระบบท่อที่มีการเชื่อมประสานกันทั้งเซลล์ แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ
2.1 เอนโดพลาสมิก เรติคูลัมชนิดขรุขระ (rough endoplasmic reticulum:RER) เป็นชนิดที่มีไรโบโซม มีหน้าที่สำคัญคือ การสังเคราะห์โปรตีนของไรโบโซมที่เกาะอยู่ และลำเลียงสารซึ่งได้แก่โปรตีนที่สร้างได้ และสารอื่นๆ
2.2 เอนโดพลาสมิก เรติคูลัมชนิดเรียบ (smooth endoplasmic reticulum:SER) เป็นชนิดที่ไม่มีไรโบโซม มีหน้าที่สำคัญคือ ลำเลียงสารต่างๆ เช่น RNA ลิพิดโปรตีนสังเคราะห์สารพวกไขมันและสเตอรอยด์ฮอร์โมน

choroplasts

คลอโรพลาสต์ ( chloroplaast) เป็นพลาสติด ที่มีสีเขียว พบเฉพาะในเซลล์พืช และสาหร่าย เกือบทุกชนิด พลาสติคมีเยื่อหุ้มสองชั้น ภายในโครงสร้างพลาสติค จะมีเม็ดสี หรือรงควัตถุบรรจุอยู่ ถ้ามีเม็ดสีคลอโรฟิลล์ ( chlorophyll) เรียกว่า คลอโรพลาสต์ ถ้ามีเม็ดสีชนิดอื่นๆ เช่น แคโรทีนอยด์ เรียกว่า โครโมพลาส ถ้าพลาสติคนั้นไม่มีเม็ดสี เรียกว่า ลิวโคพลาสต์ ( leucoplast) ทำหน้าที่ เป็นแหล่งเก็บสะสมโปรตีน หรือเก็บสะสมแป้ง ที่เรียกว่า เม็ดสี ( starch grains) เรียกว่า amyloplast
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสารคลอโรฟิลล์ ภายในคลอโรพลาสต ์ประกอบด้วย
ส่วนที่เป็นของเหลว เรียกว่า สโตรมา ( stroma) มีเอนไซม์ที่เกี่ยวข้อง กับการสังเคราะห์ด้วยแสง แบบที่ไม่ต้องใช้แสง ( dark reaction) มี DNA RNA และไรโบโซม และเอนไซม์อีกหลายชนิด ปะปนกันอยู่
ในของเหลวเป็นเยื่อลักษณะคล้ายเหรียญ ที่เรียงซ้อนกันอยู่ เรียกว่า กรานา (grana) ระหว่างกรานา จะมีเยื่อเมมเบรน เชื่อมให้กรานาติดต่อถึงกัน เรียกว่า อิกเตอร์กรานา ( intergrana) หน่วยย่อย ซึ่งเปรียบเสมือน เหรียญแต่ละอัน เรียกเหรียญแต่ละอันว่า กรานาลาเมลลา ( grana lamella) หรือ กรานาไทลาคอยด์ ( grana thylakoid) ไทลาคอยด์ในตั้งเดียวกัน ส่วนที่เชื่อมติดกัน เรียกว่า สโตรมา ไทลาคอยด์ (stroma thylakoid) ไม่มีทางติดต่อกันได้ แต่อาจติดกับไทลาคอยด์ในตั้งอื่น หรือกรานาอื่นได้

ทั้งกรานา และอินเตอร์กรานา เป็นที่อยู่ของคลอโรฟิลล์ รงควัตถุอื่นๆ และพวกเอนไซม์ ที่เกี่ยวข้อง กับการสังเคราะห์ด้วยแสง แบบที่ต้องใช้แสง ( light reaction) บรรจุอยู่ หน้าที่สำคัญ ของคลอโรพลาส คือ การสังเคราะห์ด้วยแสง (photosynthesis) โดยแสงสีแดง และแสงสีน้ำเงิน เหมาะสม ต่อการสังเคราะห์ ด้วยแสงมากที่สุด

mitochondrion 

ไมโตคอนเดรีย เป็นออร์แกเนลล์ ที่พบเฉพาะในเซลล์ ของยูคารีโอต ที่ใช้ออกซิเจน ในการหายใจเท่านั้น ในระยะแรกที่พบ ตั้งชื่อออร์แกเนลล์นี้หลายชื่อ เช่น คอนดริโอโซม ( chondriosome) ไบโอบลาสต์ ( bioblast) จนกระทั่ง พ.ศ. 2440 เบนดา (benda) ได้เรียกว่า ไมโตคอนเดรีย
รูปร่างของไมโตคอนเดรีย เป็นก้อนกลม หรือก้อนรีๆ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางระหว่าง 0.5-1.0 ไมครอน ความยาวประมาณ 5-10 ไมครอน หรือยาวมากกว่า มีเยื่อหุ้ม 2 ชั้น ซึ่งเป็นชนิดยูนิตเมมเบรน เยื่อชั้นในมีลักษณะเป็นท่อ หรือเยื่อที่พับทบกันอยู่ เรียกว่า ครีสตี ( cristae) ท่อนี้ยื่นเข้าไปในส่วนของเมทริกซ์ ( matrix) ที่เป็นของเหลว ของสารประกอบหลายชนิด

ไมโตคอนเดรีย พบในยูคารีโอตเกือบทุกชนิด ยกเว้นเซลล์บางชนิด เช่น เซลล์เม็ดเลือดแดง โดยเซลล์แต่ละเซลล์ มีจำนวนไมโตคอนเดรียไม่เท่ากัน โดยทั่วไป พบไมโตคอนเดรียมาก ในเซลล์ที่มี อัตราเมตาโบลิซึมสูง เช่น เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ เซลล์ต่อม เซลล์ที่กำลังเจริญเติบโต เป็นต้น
หน้าที่
1. สร้างสารให้พลังงานสูง คือ ATP (Adenosine triphosphate) โดยแยกเป็น 2 ส่วน คือ
? เยื่อหุ้มด้านนอก ทำหน้าที่เกี่ยวข้อง กับการสร้างสารประกอบ ฟอสโฟลิปิด
? เยื่อหุ้มด้านใน มีเอนไซม์เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์ ATP
2. ภายในเมทริกซ์มีของเหลว ที่ทำหน้าที่เป็นเอนไซม์ ซึ่งเกี่ยวข้อง กับปฏิกิริยาเคมีต่างๆ ในวัฏจักรเครปส์ ( Krebs cycle)
3. มี DNA (Deoxyribonucleic acid) RNA (Ribonucleic acid) เอนไซม์ และไรโบโซม อยู่ภายในออร์แกเนลล์ ทำหน้าที่สังเคราะห์โปรตีนขึ้น ภายในออร์แกเนลล์

golgi body

มีประมาณ 5-10 ชั้น มักพบ 2-8 อัน ตรงปลายของถุงมักโป่งออก ถุงเหล่านี้มีผนัง 2 ชั้น หรือยูนิตเมมเบรนเหมือนๆ กับเยื่อหุ้มนิวเคลียส และเยื่อหุ้มเซลล์ และมีโครงสร้างคล้าย SER ภายในถุงมีของเหลวบรรจุอยู่ โดยทั่วไป จะพบในเซลล์สัตว์ ์มีกระดูกสันหลัง มากกว่าสัตว ์ไม่มีกระดูกสันหลัง รูปร่างของกอลจิบอดี จะเปลี่ยนอยู่เสมอ เป็นเพราะบางส่วนเจริญเติบโต บางส่วนจะหด และหายไป ด้านที่มีการเจริญเติบโต จะสร้างตัวเองโดย มีการรวมตัวของเวสิเคล จากเอนโดพลาสมิก เรทิคิวลัม กับซิสเทอร์น่า ทำให้ขนาด ของซิสเทอร์น่า แต่ละอันเพิ่มขึ้น และในบริเวณช่องว่าง ของซิสเทอร์น่า จะเปลี่ยนแปลง รูปร่างของสารใหม่ต่างๆ ที่กอลจิบอดี ดูดซึมเอาไว ้ให้เป็นสารอื่นได้ ที่ด้านตรงกันข้าม ของกอลจิบอด ีเป็นด้านที่มีการปลดปล่อยสาร ส่วนเวสิเคิลอื่น ซึ่งมีสารใหม่ต่างๆ อยู่จะถูกขับออกมา บางส่วนของเวสิเคิล เหล่านี้จะรวมกับเยื่อหุ้มเซลล์ ที่อยู่ติดกับผนังเซลล์ ทำให้ช่วยเพิ่มพื้นที่ผิว ของเยื่อหุ้มเซลล์ ในเวสิเคลแต่ละอันนั้น จะมีสารประกอบ โพลีแซคคาไรด์ ซึ่งเป็นสารสนับสนุน การเจริญเติบโต ของผนังเซลล ์และเยื่อหุ้มเซลล์ กอลจิบอดี (golgi body) มีชื่อเรียกที่แตกต่างกัน หลายอย่าง คือ กอลจิ คอมเพล็กซ์ (golgi complex) กอลจิ แอพพาราตัส (golgi apparatus) ดิกไทโอโซม (dictyosome) เป็นออร์แกเนลล์ ที่ตั้งขึ้นตามชื่อของ คามิลโล กอลจิ (camillo golgi) นักชีววิทยาชาวอิตาเลียน ในปี พ.ศ.2423 โดยศึกษาจากเซลล์ประสาท และพบออร์แกเนนล์นี้ ต่อมาเมื่อมี กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน จึงพบและยืนยันว่าออร์แกเนลล์นี้มีจริง ในปี พ.ศ.2499

กอลจิบอดี มีรูปร่างเป็นลักษณะคล้ายชามซึ่งเรียกว่า ซิสเทอร์นา (cisterna หรือ flattened sac) เป็นถุงแบนๆ หรือเป็นท่อเรียงซ้อนกัน เป็นชั้นๆ มีจำนวนไม่แน่นอน

ไลโซโซม (iysosomes)

เป็นออร์แกเนลล์ที่มีขนาดเล็กมาก มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.15-0.8 ไมครอน มีลักษณะคล้ายถุงลมซึ่งภายในมีเอนไซด์ประแภทไฮโครไลติก หลายชนิดใช้ในการย่อยสลายสารอินทรย์ต่างๆ นอกจากนี้ยังสามารถย่อยอาหารและสิ่งแปลกปลอมภายในเซลล์

แวคิวโอล

แวคิวโอล(Vacuole) มีเยื่อหุ้มชั้นเดียว ขนาดและรูปร่างไม่แน่นอนภายในมีของเหลวบรรจุอยู่ พบในเซลล์สิ่งมีชีวิตบางชนิด ในเซลล์พืชทั่วไป แวคิวโอลมักมีขนาดใหญ่ ทำหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมปริมาณน้ำในเซลล์

ribosome
ไรโบโซม กระจายอยู่ทั่วไป ภายในไซโทพลาสซึม ของเซลล์โปรคาริโอต (Prokaryote) และยูคาริโอต (Eukaryote) พบได้ในสิ่งมีชีวิตทั่วไป ประกอบด้วยสารเคมี 2 ชนิด คือ กรดไรโบนิวคลีอีก (Ribonucleic acid : RNA) กับโปรตีน อยู่รวมกัน เรียกว่า ไรโบนิวคลีโอโปรตีน (Ribonucleoprotien) RNA เป็นชนิดไรโบโซมอล อาร์เอนเอ (Ribosomal RNA) หรือ rRNA ซึ่งมีประมาณ 85% ของ RNA ที่พบในเซลล์ ส่วนโปรตีนจะแตกต่างไป ตามชนิดของสิ่งมีชนิดไรโบโซม จะประกอบด้วย 2 หน่วยย่อย (Subunit) ซึ่งมีขนาดต่าง ๆ เรียกคามความเร็วของการตกตะกอน เมื่อไปปั่นว่า 60S และ 40S (S = Svedberg unit of sedimentation coefficient ซึ่งเป็นค่าความเร็วในการตกตะกอน ) หน่วยย่อยทั้งสองน ี้จะรวมกันเป็นหน่วยใหญ่ เมื่อมีแมกนีเซียมไอออนเข้มขัน 0.001 โมลาร์ มีค่าความเร็วในการตกตะกอน เป็น 80S พบในพวกเซลล์ยูคาริโอต ส่วนในพวกเซลล์โพรคาริโอต ไรโบโซมมีขนาดเล็กกว่า คือเป็นขนาด 50S และ 30S ซึ่งเมื่อรวมกันจะได้เป็น 70S นอกจากนี้ในคลอโรพลาสต์ และไมโทคอนเดรีย ก็มีไรโบโซมชนิด 70S ด้วย ส่วนเซลล์เม็ดเลือดแดง ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนมที่เจริญเต็มที่ แล้วจะไม่มีโรโบโซมในเซลล์ ที่ทำหน้าที่สังเคราะห์โปรตีน จะพบไรโบโซมมากกว่า เซลล์ที่ไม่ได้สังเคราะห์โปรตีน ในเซลล์ที่กำลังเจริญเติบโต ก็จะมีไรโบโซมมากด้วย เช่น แบคทีเรีย E. Coli ระยะเจริญเติบโตเต็มท ี่จะมีไรโบโซมประมาณ 25-30 % ของมวลทั้งหมดของเซลล์

ไรโบโซม (Ribosome) เป็นออร์แกเนลล์ขนาดเล็ก แม้ตรวจดู ด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอน ก็จะเห็นเป็นเพียงจุดเท่านั้น อาจลอยอยู่เป็นอิสระ หรือต่อกันเป็นสาย หรือเกาะกับเยื่อหุ้ม ของเอนโดพลาสมิกเรติคูลัม มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 100-200 อังสตรอม ไรโบโซมมี 2 ชนิด ได้แก่ ชนิดที่เกาะกับเอนโดพลาสมิก เรติคิวลัม พวกที่เกาะอยู่ที่เอนโดพลาสมิกเรติคูลัม จะพบมากในเซลล์ต่อม ที่สร้างเอนไซม์ต่าง ๆ พลาสมาเซลล์เหล่านี้ จะสร้างโปรตีน ที่นำไปใช้นอกเซลล์เป็นสำคัญ และชนิดที่อยู่อย่างอิสระ ในไซโตพลาสซึม ทั้ง 2 ชนิดทำหน้าที่สร้างโปรตีน

ไมโครทูบูล (microtubule)

เป็นโครงสร้างที่พบในไซโตพลาสซึมของยูคาริโอต เป็นเส้นใยโปรตีนที่มีลักษณะเป็นท่อกลวง ประกอบด้วยหน่วยย่อย 13 หน่วยย่อย (subunit) ซึ่งเป็นโมเลกุลของโปรตีนชนิดทูบูลิน เรียงตัวต่อกันเป็นวง ทำให้เกิดเป็นลักษณะท่อกลวง พบไมโครทูบูลทั้งในเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ ทำหน้าที่เป็นโครงร่างของเซลล์ ช่วยในการเคลื่อนไหวของเซลล์ และสร้างเส้นใยสปินเดิล (spindle fiber) ในขณะที่มีการแบ่งเซลล์
9.เซนตริโอล (centriole)
เป็นออร์แกเนลล์ที่อยู่ใกล้นิวเคลียส พบในเซลล์สัตว์และเซลล์ของโพรติสต์ ไม่พบในเซลล์พืช มีลักษณะใส่ขนาดเล็ก และมีรัศมีแผ่ออกมาโดยรอบ รูปร่างคล้ายทรงกระบอก ในแต่ละเซลล์จะมีเซนตริโอล 2 อัน เรียงตัวในแนวตั้งฉากซึ่งกันและกัน โครงสร้างของเซนตริโอลแต่ละอันประกอบด้วยไมโครทูบูล เรียงกันเป็นกลุ่มวงกลม 9 กลุ่ม แต่ละกลุ่มประกอบด้วยไมโครทิวบูล 3 จึงมีสูตรการเรียงเป็น 9+0 (9 คือจำนวนของกลุ่มที่มีท่อเล็กๆและ 0 คือ จำนวนของท่อที่อยู่ตรงกลางซึ่งในกรณีนี้ไม่มีท่อตรงกลางเลย) ก่อนที่จะแบ่งเซลล์ เซนตริโอลจะจำลองตัวเองเพื่อให้เซลล์ที่จะเกิดใหม่ได้รับเซนตริโอลด้วย เซนตริโอลมีหน้าที่ สร้างเส้นใยสปินเดิล ซึ่งทำหน้าที่การเคลื่อนที่ของโครโมโซมในขณะเซลล์แบ่งตัว
2.1.2 ไซโตพลาสมิค อินคลูชัน (cytoplasmic inclusion)

เป็นส่วนประกอบที่ไม่ถาวรของไซโตพลาสซึม ซึ่งพบชั่วคราวเป็นส่วนใหญ่ อินคลูชันเป็นสารที่เกิดจากปฏิกิริยาของออร์แกเนลล์ หรือผลผลิตจากกระบวนการเมแทบอลิซึม ได้แก่ขอ
เสียต่างๆ (waste product) รวมทั้งอาหารที่สะสมไว้ในไซโตพลาสซึม ในลักษณะต่างๆหลายรูปแบบ ได้แก่
1. รงควัตถุ หรือสารสี (pigment) ซึ่งเกิดจากการสร้างขึ้นมาภายในเซลล์โดยตรง เช่น เมลานิน สร้างจากเซลล์เมลาโนไซต์ ที่บริเวรผิวหนัง และเรตินา
2. คาร์โบไฮเดรตถูกสะสมในเซลล์ของสัตว็ในรูปของเม็ดแป้งในเซลล์สัตว์
3. หยดไขมัน (lipid droplets) ที่ถูกสะสมในเซลล์ไขมันภายในเนื้อเยื่อไขมัน ในเซลล์ตับ และเซลล์ของต่อมหมวกไตชั้นนอก
4. ผลึกตะกอนของสารบางอย่าง เช่น ผลึกยูริก (uric acid) ผลึกออกซาลิก (oxalic acid)

นิวเคลียส (nucleus)

นิวเคลียสเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของเซลล์ โดยทั่วไปเซลล์ของสิ่งมีชีวิตจะมี 1 นิวเคลียส ยกเว้ยโปรโตซัวบางชนิด นิวเคลียสทำหน้าทที่ควบคุมการทำงานของเซลล์เกี่ยวกับการแบ่งเซลล์ และการสืบพันธุ์ของเซลล์ เนื่องจากเป็นที่เก็บข้อมูลทางพันธุกรรม ซึ่งอยู่บนโครโมโซมนอกจากนี้ยังควบคุมกิจกรรมต่างๆของเซลล์ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโปรตีน ประกอบด้วย 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ เยื้อหุ้มนิวเคลียส และนิวคลีโอพลาสซึม หรือ คาริโอลิมพ์

เยื่อหุ้มนิวเคลียส (nuelear membrane) มี 2 ชั้นลักษณะเหมือนเยื่อหุ้มเซลล์ ชั้นนอกขรุขระเพราะมีไรโบโซมเกาะอยู่ เยื่อหุ้มนิวเคลียสมีรูเล็กๆเป็นช่องทางการแลกเปลี่ยนสารและเป็นช่องผ่านของสารต่างๆ ระหว่างนิวเคลียสกับไซโตพลาสซึม

นิวคลีโอพลาสซึม หรือ คาริโอลิมพ์ (nucleoplasm หรือ karyolymph)
เป็นส่วนที่อยู่ภายในเยื่อหุ้มนิวเคลียสทั้งหมด มีลักษณะคล้ายโปรโตพลาสซึม ประกอบด้วย โครมาติน (chromatin) และ นิวคลีโอลัส (nucleolus)

โครมาทิน

โครมาทิน(Chromatin) เป็นเส้นใยของโปรตีนหลายชนิดกับกรดดีออกซีไรโบนิวคลีอิก(Deoxyribonucleic acid หรือ DNA) ซึ่งเป็นสารพันธุกรรม ในขณะที่มีการแบ่งเซลล์จะพบโครมาทินลักษณะเป็นแท่งๆเรียกว่าโครโมโซม(Chromosome)

นิวคลีโลลัส

นิวคลีโอลัส(Nucleolus) เป็นโครงสร้างที่ปรากฎเป็นก้อนเล็กๆอยู่ในนิวเคลียส ทำหน้าที่สังเคราะห์กรดไรโบนิวคลีอิก(Ribonucleic acid หรือ RNA ) กับสารอื่นที่เป็นองค์ประกอบของไรโบโซม โดยสารเหล่านี้จะถูกส่งผ่านรูของเยื่อหุ้มนิวเคลียสออกไปยังไซโทพลาสซึม

About these ads

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s